วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

บทบาทของผู้นำ

            หลายท่านคงทราบดีว่าการพัฒนาคุณภาพ จุดสำคัญที่สุดของความสำเร็จในการพัฒนาคือ ผู้นำ คำนี้สั้นๆ แต่มีความหมายเป็นอย่างยิ่ง เพราะการที่จะสามารถฝ่าฟันไปถึงจุดหมายหรือเป้าหมายขององค์กรหรือหน่วยงานที่ตั้งไว้นั้น ผู้ที่เป็นผู้นำเปรียบเสมือนธงที่คอยนำหน้ากองทัพในการรบทัพจับศึกในสมัยโบราณที่คอยส่งเสริมและกระตุ้นให้ทหาร แม่ทัพนายกองทั้งหลายมีจิตใจที่ฮึกเหิม และห้าวหาญในการสู้รบ เมื่อเปรียบเทียบกับการพัฒนาองค์กรในปัจจุบันก็มีแนวทางที่ไม่ต่างกัน  จากค่านิยมและแนวคิดหลัก ( core Values and Concepts) ที่ทาง สรพ. กำหนดไว้นั้น Visionary Leadership (ทิศทางนำ) จะพบว่าเป็นหัวข้อแรกของการนำค่านิยมที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาองค์กร เห็นได้ว่าบทบาทของผู้นำถูกยกให้เป็นค่านิยมอันดับหนึ่งในการพัฒนา แล้วอะไรที่ความเป็นผู้นำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนองค์ก

ผู้นำคือผู้กำหนดทิศทางองค์กร  องค์กรจะหันซ้าย หรือหันขวาขึ้นอยู่กับผู้นำเพียงอย่างเดียวครับ หลายครั้งประวัติศาสตร์ในอดีตได้บันทึกความรุ่งโรจน์ และเสื่อมสลายขององค์กร หรืออาณาจักรต่างๆ ไว้ ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นการนำของผู้นำ ยกตัวอย่างการเลิกทาสในสมัยของประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอร์น ในช่วงสมัยของท่านเกิดสงครามกลางเมืองจนอเมริกาแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แต่ด้วยการนำของท่าน และเป้าหมายที่ไม่เปลี่ยนแปลง คือการเลิกระบบทาส และรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้ ทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นปึกแผ่นจนถึงปัจจุบัน เป็นต้น

ผู้นำคือแบบอย่าง  ต้นไม้หล่นไม่ไกลต้น, ปลูกพืชอะไรไว้ก็ได้ผลตามนั้น คำพังเพยนี้ยังคงชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงในปัจจุบันของการเป็นผู้นำ ท่านมหาตมะ คานธี คือผู้นำที่เป็นแบบอย่าง ท่านกุมแนวคิดหลักแห่งอหิงสาไว้จนวาระสุดท้ายในชีวิต การดำรงชีวิตของท่านก็เป็นอยู่อย่างเรียบง่าย มีอุปกรณ์ในการยังชีพอยู่เพียงไม่กี่ชิ้น ซ้ำยังทอผ้าใช้เอง ทำไมท่านจึงทำแบบนี้ อินเดียในสมัยของท่านประชาชนมีความยากจนเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งยังอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษซึ้งไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน ท่านมหาตมะ คานธีจึงกำลังบอกกับประชาชนของท่านว่า ฉันคือพวกเดียวกับท่าน ฉันอยู่ข้างท่าน และฉันเป็นเหมือนท่าน อันนำไปสู่อินเดียสามารถประกาศเอกราชจากการปกครองของอังกฤษในที่สุด

ผู้นำคือผู้อนุญาตและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง  สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้นำคือผู้เปิดประตูของโอกาสในการพัฒนาต่างๆ ดังนั้นถ้าผู้นำปิดประตู เส้นทางที่เราวาดหวังไว้ก็จะปิดตามไปด้วย การพัฒนาคุณภาพต้องมีวัสดุ อุปกรณ์ และงบประมาณในการจัดการถ้าขาดเสียซึ้งการสนับสนุนแล้ว ทุกอย่างเดินหน้าได้ยาก แต่ทว่าความจำเป็นในเรื่องงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ไม่สามารถดำเนินการ อย่างนี้ก็ต้องทำใจนิดหนึ่งครับ


เป็นอย่างไรครับทิศทางนำ ด่านแรกของการพัฒนาเพื่อสู่ความสำเร็จในอนาคตครับ







วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

ปัญญา

คนเรากลัวความผิดพลาด
ว่าเกิดขึ้นแล้วจะนำพาสิ่งที่ไม่ดีมาให้
แต่ความเป็นจริงสติปัญญาต่างๆในโลกนี้
ล้วนเกิดจากความผิดพลาดทั้งนั้น
ความสำเร็จเป็นเพียงส่วนน้อย
ที่นำสติปัญญามาให้


วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การวัดรอยเท้าช้าง

       การพัฒนาคุณภาพนอกเหนือจากการที่เราได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองจาก การประเมินตนเอง ตัวชี้วัด มาตรฐานที่กำหนดในแต่ลัวิชาชีพ และอื่นๆ ที่เรานำมาช่วยในการพัฒนาให้ผู้ป่วยได้รับ ความปลอดภัย และได้มาตรฐาน แนวทางหนึ่งที่สามารถที่ช่วยให้เราลัดขั้นตอนในการพัฒนา รวมทั้งเป็นการเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่นที่มีลักษณะของงานที่คล้ายคลึงกับเราว่าตัวเรามีความก้าวหน้าเพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกับผู้อื่น  สิ่งนั้นคือ วัดรอยเท้าช้าง หรือ Benchmark
      ตำแหน่งที่เราต้องการอ้างอิงหรือเปรียบเทียบจากหน่วยงานที่สามารถปฏิบัติได้เป็นเลิศ  และเราต้องการนำมาปรับเป็นแนวทางในการทำงานของเรา จุดนี้เราเรียกว่า Benchmark หรือรอยเท้าช้าง
      แต่กระบวนการในการหา วิธีการที่สามารถมุ่งไปสู่ความเป็นเลิศ (Best Practices)ที่ทำให้เราจไปถึงจุดที่เราอ้างอิงหรือความเป็นเลิศในการปฏิบัติที่เราต้องการได้นั้นคือ การวัดรอยเท้าช้าง(Benchmarking)  โดยสามารถสรุปแนวทางฺดังต่อไปนี้


ขอขอบคุณ อาจารย์รณินทร์ กิจกล้า ที่เอื้อเฟื้อตาราง


ดังนั้นการวัดรอยเท้าช้างจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถนำพาเราไปสู่จุดมุ่งหมายได้ แต่ที่สำคัญต้องให้มีความเป็นตัวของตัวเองคือยึดบริบทของตัวเราว่าเป็นเช่นไร นั่นจะทำให้การปฏิบัติของเรามีความสุขและสนุกครับ


วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ประสบการณ์มือใหม่หัดเขียน SPA 2011

     จากการที่  QRT จังหวัดมาประเมินภาพรวมการพัฒนาคุณภาพ HA ก็เลยมีโอกาสเขียนแบบประเมินตนเอง แนวใหม่ในส่วนที่รับผิดชอบอยู่ ก็เลยมาแบ่งปันประสบการณ์ในการเขียนด้วยข้อมูลอันน้อยนิด  ตามแนวทาง 3P ครับ

  • ก่อนที่เราจะเริ่มเขียนต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เรารับผิดชอบ เพราะจะเขียนยากมากในเรื่องที่เราไม่รู้(ลองเขียนแ้ล้วครับ) อย่างเก่งก็อาจเขียนได้แต่ Purpose Process อาจเขียนได้บ้าง Performance จะนึกไม่ออกครับ 
  • ในเรื่องที่เรารับผิดชอบอยู่เวลาเขียนอย่าติดกรอบให้เป็นไปตาม Purpose Process Performance ตามลำดับ บอกตรงๆว่าสรรหาคำยากในการเขียนครับ ในความคิดเห็นของผมเขียนอย่างไรก็ได้ครับ อิสระ แต่อยู่ในกรอบ 3P 
  • สิ่งที่ยากที่สุดของการเขียนแบบประเมินแบบใหม่คือ Performance เพราะถ้ายังไม่ได้ทำ หรือมีการประเมินเพียงเล็กน้อย หรือทำแล้วยังไม่ได้ประเมิน ก็จะเขียนไม่ออก หรือเขียนได้อย่างมาก ก็อยู่ในช่วงการประเมิน กำลังจะประเมินเป็นต้น ดังนั้นกรอบการเขียนดูว่าง่าย แต่เขียนยาก ถ้าไม่มีผลงาน ในด้านหนึ่งที่ได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ที่สอน(อาจารย์นุ้ย) ว่าให้พูดคุยในทีมงานว่าเรามีเรื่องดีที่เราเคยทำ หรือเรื่องดีที่อยากทำ ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเห็นอะ​ไรนั่นคือ performance ที่ยังไม่ต้องวัดตั้งไว้เพื​่อทำ นั่นคือเริ่มต้นที่ตนเองคือทำ แล้วค่อยประเมิน
  • สำหรับผมการเขียนตอบจะตั้งหัวข้อในการตอบด้วย Assessment ที่กำหนดไว้ จากนั้นก็พยายามเชื่อมโยงกับตัวมาตรฐานที่กำหนดว่าเป็นอย่างไร ให้ทำอะไร แล้วเรามีสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นจากการที่เราทำเมื่อเทียบกันแล้วเข้าตามมาตรฐานนี้หรือไม่ แล้วจึงตอบในข้อนั้น
  • สิ่งดีๆที่ผมเขียนในขั้นต้น ก็คือการพัฒนาคุณภาพที่เราได้ปรับปรุงและพัฒนาเพื่อให้การทำงานของเรามีมาตรฐานและมีความปลอดภัย ซึ้งแหล่งที่มามีได้ไม่จำกัดครับ ไม่ว่าจากมาตรฐาน ตัวชี้วัด AE เรื่องเล่า (อย่างที่อาจารย์นุ้ยสอน) เรื่องของเพื่อนบ้าน ฯลฯ  แต่ต้องเป็นการพัฒนาตามบริบทของเรา โดยเขียนในกรอบ 3P
  • แนวทางในการเขียนของผมยังคงอาศัย บวก ลบ เพื่อเป็นตัวประเมินในการบอกว่ากิจกรรมที่ทำอยู่นี้ไปถึงไหนแล้ว ทำหรือยังไม่ได้ทำ ประเมินหรือยัง เพื่อไว้เตือนตัวเอง ว่าต้องทำ ต้องประเมินต่อ
  • สุดท้ายต้องขอโทษครับที่ต้องบอกว่าอย่าโกหกตัวเองครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป้นอย่างไร ก็ต้องให้เป็นอย่างนั้น เพราะสิ่งนี้จะทำให้สามารถก้าวผ่านเข้าสู่การพัมนาคุณภาพที่แท้จริงครับ
หลักคิด  เขียนในสิ่งที่ดีงามที่เราได้พัฒนา ตามกรอบ 3P มีความเป็นตนเอง สะท้อนคุณภาพที่แท้จริงครับ



วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กฏ 80 / 20 กับการพัฒนาคุณภาพ

        หลายครั้งในเรื่องการพัฒนาคุณภาพ เรามักจะหยิบจับทุกสิ่งที่อยากจะพัฒนามาดำเนินการในเวลาเดียวกัน (จับฉ่าย) แต่เราลืืมในเรื่องกำลังตน กำลังคน กำลังทรัพย์ ที่สำคัญคือกำลังใจของผู้ก่อการหรือผู้มาร่วมการพัฒนาว่ามีเพียงพอหรือไม่ ทำให้อาจต้องล้มไม่เป็นท่า  หรือ อย่างน้อยๆก็ไม่สามารถข้ามสู่ฝั่งฝันได้  แล้วเราจะทำอย่างไร... กฏ 80/20
        อะไรคือ กฏ 80/20  ก่อนอื่นขอท้าวความก่อนครับว่า กฏนี้ได้รับการค้นคว้าโดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาเลียนชื่อ Vilfredo Pareto ในราวต้นศตวรรษที่ 19 โดยสังเกตุว่ารายได้ของประเทศ หรือความมั่งคั่งกว่า 80 % ของประเทศ มาจากกลุ่มประชากรเพียง 20 % ของประเทศอิตาลี  โดย Pareto สังเกตเพิ่มเติมไปอีกว่าในช่วงเวลาต่างๆของประเทศ และประเทศอื่นๆ ก็มีลักษณะเช่นนี้เหมือนกัน จึงเป็นที่มา    ของกฏ 80/20 หรือ Pareto Principle ซึ้งโดยเนื้อแท้ของกฏคือการที่เราให้ความสำคัญกับสิ่งที่สำคัญ จำเป็น และส่งผลกระทบต่อการทำงาน การดำเนินชีวิต และอืนๆ แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราทอดทิ้งในส่วนที่เหลือ ( 80%)  เราก็ยังต้องให้การดูแล หรือพัฒนาต่อไป  จึงทำให้กฏนี้สามารถมาประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่องแล้วแต่มุมมองที่เราจะมาพิจารณาครับว่าเป็นเรื่องใด  ไม่ว่า การดำเนินชีวิต การค้า การขาย การลงทุน เป็นต้น 
        แต่ในภาพรวมการพัฒนาคุณภาพ เราสามารถมาประยุกต์ใช้ได้ โดยมุ่งเน้นไปในเรื่องที่สำคัญก่อน เพราะเราต้องยอมรับว่าปัญหาต่างๆ หรือสิ่งต่างๆที่เราต้องการพัฒนามีมากมายเหลือเกิน ดังนั้นเราต้องชี้ชัดให้ได้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญของเรื่องนี้, ปัญหาสำคัญ, สิ่งที่อยากพัฒนามากที่สุด, กระบวนการสำคัญ, กลุ่มผู้ป่วยสำคัญ ,บริบทที่สำคัญของโรงพยาบาลเรา,ความเสี่ยงที่สำคัญ และอื่นที่สำคัญ (20%) ที่เราจะพัฒนาหรือปรับปรุงเพื่อให้เกิดการพัฒนาในสิ่งที่เราต้องการ โดยอาจจะยึดหลักง่ายว่า เป้าหมายคืออะไร กระบวนการที่จะทำคืออะไร และสุดท้ายผลลัพธ์เป็นอย่างไร ( 3P : Purpose Process Performance) และขอแถมท้ายนิดหนึ่งครับว่า ต้องติดตามและประเมินด้วยครับว่าบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ แต่ในส่วน 80% ที่เหลือก็อย่าทิ้งครับ  แต่เราต้องนำมาพัฒนาไปเรื่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆ จนในท้ายที่สุดก็จะไม่มีอะไรพัฒนา HA HA HA  พูดเล่นครับ การพัฒนาคุณภาพที่ดีคือการพัฒนาอย่างต่อเนื่องครับ แม้จะเป็นเรื่องเดียวกันครับ เราก็ต้องพัฒนาต่อเพื่อประโยชน์สำหรับทุกฝ่าย
        ดังนั้น 80/20 คือการคัดเลือกว่าอะไรคือบริบทที่สำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพของเราครับ ซึ้งถ้าเราระบุได้การพัฒนาคุณภาพก็จะตรงประเด็นและสะท้อนความเป็นตัวเรามากที่สุดครับ



วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ขุมทรัพย์เพื่อการประเมินคุณภาพ HA

     อย่างที่หลายท่านในแวดวงการพัฒนาคุณภาพ HA ฮา ฮา ฮา  ทราบน่ะครับว่าการพัฒนาคุณภาพในแนวทางนี้คือ  การพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านคุณภาพการบริการ ความปลอดภัย โดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง โดยยึดบริบทของตนเอง ไม่ Copy  คนอื่นเพื่อการพัฒนา เพราะนั่นคือการฉายภาพที่เกิดขึ้นจริงของกระบวนการในการพัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาลของเรา และของพี่ๆน้องทั้งหลายครับ
      จุดสำคัญในการพัฒนาคุณภาพเมื่อเราได้มีการพัฒนาไประยะหนึ่งแล้วก็ต้องมี การเขียนแบบประเมินตนเองทั้ง 4 ส่วน คือ การนำองค์กร,ระบบงานสำคัญ,การดูแลผู้ป่วย และการประเมินผล จากเดิมที่เราทั้งงง งง งง และก็งง ว่าจะเขียนอะไรดี เพื่อสะท้อนออกมาว่า เรามีเกียรติประวัติในการพัฒนาคุณภาพอย่างไร คืบหน้าไปแค่ไหน สิ่งที่น่าชื่นชม และปรับปรุงคืออะไร โดยการเขียนที่ผ่านมาเราจะลอกคำเขียนที่อยู่ในมาตรฐานที่กำหนด ( SPA วันหลังจะเขียนเรื่องราวของ SPA นำเสนอครับ) และเขียนเป็นบทบรรยายภาษาไทยว่าทำแบบนั้น ทำแบบโน้น แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นสามารถตอบโจทย์ของของอักษรย่อ A (Assessment):การตอบประเมินตนเองได้ (ผมก็เป็นครับ) แต่จากการได้เรียนรู้ในแนวทาง SPA พบว่าผมหลงทางอยู่นาน แท้จริงแล้วเราสามารถนำสิ่งที่เราได้พัฒนาอย่างมากมายมาช่วยในการเขียนสรุปในอักษรย่อ A โดยนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นผู้ช่วยในการสรุปครับ
1.AE (Adverse event) : เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ โดยสรุปออกมาให้ได้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราดำเนินการแก้ไข/ป้องกันอย่างไร และผลลัพธ์เป็นอย่างไร
2.SIMPLE (Patient safety goals) คือการนำ SIMPLE มาทบทวน วางระบบ และตรวจสอบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการทำ SIMPLE ที่โรงพยาบาลเรากำหนด ขอย้ำนะครับว่าต้องเป็นบริบทของเรา
3.เรื่องเล่า เรื่องเล่าเป็นแนวทางหนึ่งในการที่เราจะหาโอกาสในการพัฒนา โดยให้ทีมงานหรือน้องๆของเราเล่าเรื่องราวที่ประทับใจจากการให้บริการ แล้วนำมาสู่การพัฒนาในระบบหรือกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเล่านั้น
4.งานวิจัย เราก็สามารถนำงานวิจัยไม่ว่าจะเป็น Mini research จนถึงการทำ R2R นำมาเขียนให้เห็นภาพว่าสิ่งที่เราได้วิจัยออกมานั้นได้ตอบโจทย์ของมาตรฐานหรือกระบวนการ ผลลัพธ์เป้นอย่างไร
5. และอื่นๆ ที่เป็นสิ่งดีๆที่เราทำเพื่อเพื่อปรับปรุง และพัฒนากระบวนการในการปฏิบัติงานที่ทำให้ผู้รับบริการได้รับบริการที่ดี
                                                                                                                                                                              โดยสิ่งเหล่านี้อาจเขียนในกรอบที่ว่าทำอะไร - ทำอย่างไร -   ผลลัพธ์ เป็นอย่างไร คุ้นๆไหมครับว่าคืออะไร มันก็คือกระบวนการ 3P (Purpose-Process-Performance) นั่นเอง โดยเขียนตอบในสิ่งที่เราได้พัฒนาและปรับปรุงออกมาเป็นข้อๆ แต่สิ่งที่สำคัญการที่เราจะสามารถเขียนออกมาได้นั้นต้องเกิดจากการปฏิบัติของเราเอง ย้ำต้องปฏิบัติ มิใช่เป็นเพียงทฤษฎี เพราะนั่นจะทำให้เราไม่สามารถเขียนออกมาได้ และเมื่อเราต้องถูกประเมิน เราก็อาจอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้า คายไม่ออก เพราะไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรเพราะยังไม่ได้ทำ น่าคิด น่าคิด  ส่วนแนวการเขียนและตัวอย่างผมจะทยอยเขียนนำเสนอต่อไปครับ

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

มาตรฐาน ISO 15189 ใครว่ายาก…

     นอกเหนือจากเรื่องการพัฒนาคุณภาพต่างๆแล้ว ในบทบาทที่เป็นนักเทคนิคการแพทย์ที่เคยผ่าน จัดทำ และประเมินมาตรฐาน ISO 15189 ซึ้งในปัจจุบันเป็น Version 2007 จะขอแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาและจัดทำให้พี่ๆ น้องๆชาวเทคนิคการแพทย์ที่จะพัฒนาตามมาตรฐานอย่างน้อยก็จะเป็นแนวทางในการพัฒนาและยกระดับการพัฒนาคุณภาพของวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ครับ
1. ต้องศึกษาและเข้ารับการอบรมมาตรฐานนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้จะได้ไม่หลงทิศหลงทางในการพัฒนาต่อไป
                                                                                                                                                                                                                                2.เมื่อตนเองได้เรียนรู้แล้ว ก็ต้องกลับมาบอกเล่าให้สมาชิกในหน่วยงานได้รับทราบ ที่สำคัญต้องตกลงกันให้ดีครับว่าจะเดินหน้าหรือไม่ เพราะจะมีขั้นตอน กระบวนการ เอกสารต่างๆที่จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพอสมควร
                                                                                                                                                                                                                                3.สำรวจจุดแข็ง จุดอ่อน ของหน่วยงานตนเองว่ามีการพัฒนาอยู่ในระดับไหนมีอะไรอยู่บ้างตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ และอะไรที่ต้องกำหนดขึ้นใหม่และดูว่า สามารถที่จะเข็นหรือผลักดันให้ไปถึงจุดหมายที่เราตั้งไว้หรือไม่ ที่สำคัญที่สุดผู้บริหารต้องเห็นดี และมีความมุ่งมั่นครับ
                                                                                                                                                                                                                                4.วางแผนในการพัฒนาในขั้นตอนต่างๆ อาจทำเป็น Grant chart กำหนดช่วงเวลาในการพัฒนา ตั้งแต่เริ่มลงมือ จนถึงการรับรอง ในส่วนข้อกำหนดต่างๆในมาตรฐานอาจทำเป็น Checklist เพื่อตรวจสอบว่าสิ่งใดทำแล้วสิ่งใดยังไม่ได้ทำ
                                                                                                                                                                                                                                5.กำหนดการวิเคราะห์ที่เราต้องการขอการรับรอง เนื่องการขอการรับรองในมาตรฐานตัวนี้จะเป็นรายการทดสอบไป เช่นอาจจะขอการรับรอง CBC , Urine analysis ,Glucose , BUN เป็นต้น จุดที่เป็นตัวตัดสินว่าเราจะเลือกการทดสอบไหน เราต้องดูว่าการทดสอบนั้นมีการทำ Extternal control หรือถ้าไม่มีก็ต้องมีการทำ Inter Laboratory รองรับ เพราะมิเช่นนั้นจะไม่เป็นไปตามข้อกำหนดครับ
                                                                                                                                                                                                                                6.แต่งตั้งบุคคลสำคัญต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำ เช่น QMR , ผู้จัดการคุณภาพ,ผู้จัดการวิชาการ และกรรมการต่างๆ เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ทำหน้าที่ในการบริหาร และดำนินการพัฒนาตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง
                                                                                                                                                                                                                                7.คราวนี้ก็มาถึงสิ่งที่เป็นยาขมคือ การจัดทำเอกสารคุณภาพ และบันทึก คือต้องพยายามทำให้ครอบคลุมให้มากที่สุดทั้งข้อกำหนดทางด้านการบริหารและวิชาการ เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงในกระบวนการ และภาพการดำเนินงานทั้งระบบ
                                                                                                                                                                                                                                8.เมื่อเอกสารต่างสำเร็จ ก็ต้องทยอยปรับระบบการทำงานให้เป็นเช่นเดียวกับเอกสารที่เขียนขึ้น นั่นคือ เขียนอย่างไร ให้ทำอย่างนั้น ทำอย่างไร ให้เขียนอย่างนั้นครับ
                                                                                                                                                                                                                                9.เมื่อคิดว่าเอกสารพร้อม บุคคลากรพร้อม ระบบงานพร้อม ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการขอการรับรองต้องมีการเยี่ยมสำรวจภายในก่อนครับ เพื่อประเมิน ระบบว่ายังมีจุดอ่อนตรงไหน และประเมินว่าพร้อมหรือไม่ที่จะเข้าสู่การรับรอง เมื่อประเมินเสร็จก็ดำเนินการแก้ไขตามที่เราพบข้อบกพร่อง และจัดทำเป็นรายงานออกมาครับ
                                                                                                                                                                                                                               10.เมื่อทุกอย่างพร้อมก็มาถึงขั้นตอนการขอการรับรอง และตรวจประเมินตามลำดับ ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ
เป็นอย่างไรบ้างครับนี่คือแนวทางในการพัฒนา ISO  15189 ที่ผมได้ผ่านการรับรองว่า คงไม่ยากเกินไปนะครับ แตสิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้บริหหารและผู้ปฏิบัติต้องมีความมุ่งมั่น เพราะหนทางมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบครับ ถ้าสนใจในการที่จะพัฒนาสามารถติดต่อตาม Emai. suradetsri@gmail.com เพื่อเรียนรู้แลกเปลี่ยนครับ


icon_rule

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เอกสารคุณภาพ… ยาขม ? (ภาค HA)

            ในบทความที่แล้ว ผมได้สรุปประเด็นเอกสารคุณภาพในส่วนของมาตรฐานที่มีข้อกำหนดให้ต้องมีการจัดทำเอกสารคุณภาพเพื่อรองรับทั้งในส่วนการปฏิบัติงานและการได้รับการรับรอง แต่ในปัจจุบันในภาพรวมขององค์กร หรือโรงพยาบาล มาตรฐานที่มุ่งเน้น คือการรับรองคุณภาพสถานพยาบาล หรือ        HA … ฮา ฮา ฮา ซึ้งแนวความคิดก็คือ การพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และมีการทำงานเป็นทีม โดยมุ่งในเรื่องมาตรฐาน ความปลอดภัย รวมถึงเรื่องจิตวิญญาณหรือหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ในการให้บริการ คำถามที่มักจะมีข้อสงสัยเสมอมาคือ HA เน้นเอกสารหรือไม่ ในทัศนะของผม คิดว่าการมีเอกสารนั้นมีไว้เป็นการดีไม่ว่าจะเป็นระเบียบปฏิบัติ วิธีปฏิบัติงานเป็นต้น เพราะจะทำให้การปฏิบัติงานเป็นมาตรฐานเดียวกัน และป้องกันความผิดพลาด แต่อย่ายึดติด การไม่ยึดติดคือการที่เรานำเอกสารเหล่านั้นมาป็นเครื่องมือในการพัฒนากระบวนการในการทำงานมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตามบริบทในขณะนั้น มิใช่เขียนเพื่อให้ผู้ประเมินมาตรวจสอบ พอตรวจสอบเสร็จก็เก็บไว้ในตู้เหมือนเดิม แต่โดยแก่นของเอกสารที่จะนำเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพ HA มีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด ตามวงล้อของการพัฒนาคุณภาพคือ
1. Hospital profile,Hospital mini profile (องค์กร) เป็นภาพรวมการบริหารจัดการ และการดำเนินการคุณภาพขององค์กร หรือโรงพยาบาลตามบริบทขณะนั้น


2, SA (Self assesment) หรือแบบประเมินตนเองตาม SPA ตอนที่ I-IV (ทีมคล่อมสายงาน,การประเมินผลลัพธ์) สิ่งนี้คือการเขียนประเมินระบบของทีม  คล่อมสายงานทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น RM IC ENV HRD เป็นต้น ว่ามีการพัฒนาคุณภาพไปถึงไหนแล้วจุดแข็ง จุดอ่อนเป็นอย่างไรและจะพัฒนาให้ดีขึ้นได้อย่างไร ตามบริบทขณะนั้น


3. Service profile (หน่วยงาน) เป็นแบบประเมินที่หน่วยงานต่างๆเรียบเรียงเพื่อติดตามความก้าวหน้า และติดตามผลลัพธ์ในการปฏิบัติงาน ตามบริบทขณะนั้น


4. Clinical Tracer (กลุ่มโรคต่าง) เป็นลายแทงขุมทรัพย์ของกลุ่มโรคว่าเส้นทางในการพัฒนาคุณภาพใน ปัจจุบันเป็นอย่าง และอนาคตจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไน ตามบริบทขณะนั้น
             แล้วส่วนที่เหลือ เช่น Gap analysis Proxy disease เป็นต้น หายไปไหนก็ขอบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการพัฒนา ซึ้งขั้นตอนหรือผลลัพธ์ก็จะย้อนกลับมาหาเอกสารทั้ง 4 นี้ ดังนั้นเอกสารทั้ง 4 คือเครื่องมือสำคัญที่ครอบคลุมพื้นที่การพัฒนาทั้ง 4 ด้านดังที่กล่าวมาแล้ว แต่นั่นต้องเป็นบริบทขณะนั้น คือเป็นปัจจุบัน และต้องมีการเปลี่ยนแปลงอบู่ตลอดเวลา ตามหลักพุทธศาสนาที่ว่า ทุกสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง จะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นหรือแย่ลงก็สุดแล้วแต่ แต่แนวคิดของ HA  คือการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น อย่างต่อเนื่องและเป็นบริบทของตนเองมิใช่เพื่อเก็บไว้ตรวจสอบจากผู้ประเมิน   เพื่อที่ว่าผู้ป่วยจะได้รับบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ นี่คือทัศนะของเอกสารคุณภาพ HA  ครับ
a1_24

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เอกสารคุณภาพ… ยาขม ?

      พี่ๆน้องๆที่รักงานคุณภาพทุกท่าน สิ่งหนึ่งที่พวกเราชาวคุณภาพ มักจะสยองขวัญคงหนีไม่พ้นเรื่อง เอกสารคุณภาพ ที่นำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น QA , LA ,ตระกูล ISO ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ISO 9000 , ISO 15189 และอีกหลายมาตรฐานที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ้งมักจะเป็นยาขมสำหรับการบรรลุจุดมุ่งหมายนั่นคือการได้รับการรับรอง เพราะจะเป็นเรื่องการเขียน เขียน แล้วก็เขียน  ในบางครั้งอาจจะเขียนมาก บางครั้งก็เขียนน้อยสุดแต่มาตรฐานจะเป็นตัวกำหนด แต่ทว่าการเขียนเอกสารคุณภาพมีประโยชน์เป็นอย่างมาก ที่สำคัญที่สุดก็คือให้ การทำงานของหน่วยงานนั้น องค์กรนั้นเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ต้องมาทะเลาะกันว่าฉันถูก เธอผิด และอีกประการเพื่อจะได้เป็นเอกสารให้น้องใหม่ หรือบุคลากรที่ไม่คุ้นเคยกับหน่วยงานนั้นได้ศึกษาว่าพี่ๆเค้าทำงานกันอย่างไร เพราะในท้ายทีสุดประโยชน์ก็จะตกกับผู้มารับบริการ และพวกเราก็ทำงานด้วยความสบายใจขึ้นครับ ในการนี้ผมได้แนบเอกสารไว้ให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆได้ศึกษาตามลิงค์นี้ครับ

 เอกสารคุณภาพ

paperless3

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

5 ส พื้นฐานคุณภาพ

ผมเชื่อว่าการพัฒนาคุณภาพพื้นฐานที่สุดคงหนีไม่พ้นการทำ 5 ส แต่การที่มีลักษณะพื้นฐานอาจกลับกลายเป็นเรื่องยากที่สุด เพราะการทำ 5 ส คือการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องอย่างหนึ่ง นั่นคือต้องมีการทำอย่าวต่อเนื่อง และจริงจังจึงจะประสบความสำเร็จ ซึ้งผมเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่าเมื่อทำ 5 ส สำเร็จ จุดนี้จะกลายเป็นการพัฒนาในขั้นต่อไป อันนำไปสู่การพัฒนาในระดับสูงต่อไป แล้ว 5 ส คืออะไร ผมทราบว่าหลายท่านอาจทราบคำตอบแล้ว เรามาดูกันอีกสักนิดว่ามันมีอะไรบ้างครับ

1.ส แรก คือ สะสาง : ขจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากสิ่งที่จำเป็น และนำออกไป

   จุดสำคัญ   มีแต่สิ่งของที่เราจำเป็นต้องใช้อยู่ในพื้นที่ทำงาน 

2.ส สอง คือ สะดวก : เป็นการจัดวางวัสดุอุปกรณ์ต่างในที่ทำงานของรเา ได้อย่างมีระบบและระเบียบ หยิบฉวยง่าย

    จุดสำคัญ   มีสถานที่ในการเก็บข้าวของ และของทุกชิ้นมีที่อยู่ของมัน

3.ส สาม คือ สะอาด : สิ่งนี้มีความหมายในตัวเองอยู่แล้ว นั่นคือความสะอาด

    จุดสำคัญ   สิ่งของต่างได้รับการตรวจสอบ โดยอาศัยช่วงเวลาทำความสะอาด

4.ส สี่ คือ สุขลักษณะ : การรักษาสภาพแวดล้อมต่างให้มีความสะอาด เป็นระเบียบ และปลอดภัย และ 
 ธำรงค์รักษา  3 ส แรก ไว้ให้ยั่งยืน

    จุดสำคัญ   พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และรักษาระบบให้ยั่งยืน

5.ส ห้า คือ สร้างนิสัย : ให้ระะบบ 5 ส อยู่ในใจของทุกคน ซึ้งเป็นขั้นตอนที่ปราบเซียนครับ

     จุดสำคัญ   มีความรู้สึกที่ดีต่อการทำ 5 ส

อย่างที่กล่าวข้างต้นว่า 5 ส เป็นพื้นฐานในการพัฒนา และง่ายต่อการปฏิบัติ แต่จะยากในการทำให้ระบบมีความยั่งยืน จึงเป็นโจทย์ที่หน่วยงานต้องนำไปดำเนินการในการนำพาให้ระบบ 5 ส มีความยั่งยืน



วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

นิยามความรัก

ความรักคืออะไร

ความรักคือ    การที่เราได้รักคนที่เรารัก
ความรักคือ    การที่รักทุกสิ่งไม่เว้นแม้แต่ตัวเรา
ความรักคือ    การที่เราให้อภัยกับคนทุกคนที่ทำไม่ดีกับเรา
ความรักคือ    การที่เราให้อภัยกับคนที่เรารักแม้จะทำผิดพลาดเพียงใด
ความรักคือ    การที่เราอยากให้โลกนี้มีความสุขสงบ
ความรักคือ    ความรุ้สึกที่พิเศษอธิบายไม่ถูก
ความรักคือ    การที่เราไม่เรียกร้องสิ่งใดจากคนที่เรารัก
ความรักคือ    การที่เราซื่อสัตย์และรักประเทศของเรา
ความรักคือ    การซื่อสัตย์กับคนที่เรารัก
ความรักคือ    การที่เราทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
ความรักคือ    การที่เราแบ่งปันความสุขให้คนอื่น
ความรักคือ    การที่เราหันกลับมามองตัวเองยามที่มีทุกข์
ความรักคือ    .........................................................................

ความรักมีนิยามไม่รู้จบ  แล้วนิยามความรักของคุณล่ะครับ     



   

การผัดวันประกันพรุ่ง...อย่างชั้นเซียน

      อย่าแปลกใจครับว่าผมจะส่งเสริมให้มี การผัดวันประกันพรุ่ง เพราะเราทุกคนทราบดีว่าการผัดวันประกันพรุ่งเป็นลักษณะที่ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะจะทำให้สิ่งที่เรารับผิดชอบไม่สำเร็จตามเป้าหมายจนเจ้านายต้องเข้ามากระทุ้งสีข้างเรา แล้วพูดว่า เสร็จหรือยังจ๊ะ  แต่ในชีวิตจริงของเรามีกิจกรรมมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต บางครั้งอาจต้องเรียกหายาทำใจมาช่วยบรรเทาอาการเพื่อให้ทุกอย่างสำเร็จ แต่กว่าสำเร็จก็หืดขึ้นคอ จริงไหมครับ
     จากหลักของกฏ 80/20 เมื่อเราคิดเทียบกับงาน 10 อย่าง เราจะพบว่า มีงาน 2 อย่างที่สำคัญยิ่งที่เราต้องทำก่อน มิเช่นนั้น... แต่อีก 8 อย่างที่เหลือก็มีความสำคัญรองลงมาครับ โดยมี การจัดแบ่งความสำคัญคล้ายกับการจัดแบ่งความสำคัญการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อจัดลำดับการลงมือทำ ดังนี้ครับ

  A : งานนี้มีความสำคัญมากๆ มีผลกระทบต่อความสำเร็จของเรา
  B : งานที่มีความสำคัญรองมา แต่มีผลกระทบน้อยกว่า A
  C : งานที่เราคิดว่าน่าทำ แต่ไม่ทำก็ไม่เป็นไร เช่น การดูทีวี, การอ่านนิตยสารต่างๆ
  D : งานที่เราสามารถมอบให้ผู้อื่นไปทำแทน จะได้ไปทำสิ่งที่สำคัญกว่า
  E : งานที่ไม่มีความสำคัญใดๆเลย ถ้าไม่ทำก็ไม่มีผลใดๆเลย


เป็นอย่างครับการจัดลำดับคามสำคัญของงงาน เพื่อให้เราชาวพัฒนาคุณภาพได้มีเวลาหายใจหายคอบ้างครับ แต่สิ่งที่เราต้องยึดไว้คือ งานทุกอย่างมีความสำคัญทั้งหมด เพียงแต่ ... ต้องจัดลำดับความสำคัญครับ

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ความคิด…สร้างชีวิต สร้างงาน สร้างองค์กร ภาค 1

     เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าที่เราอยู่มาได้ทุกวันนี้ โดยมีชีวิตที่รุ่งเรือง เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีความสุขกับครอบครัว หรือผลลัพธ์ที่ได้ตรงกันข้ามกับสิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ส่วนหนึ่งมาจากกระบวนการคิดของเรา ในฐานที่พอมีประสบการณ์ในเรื่องการพัฒนาคุณภาพมาบ้าง ได้พบ ได้เห็น การแสดงออกซึ้งความคิดของบุคลากรในหลายระดับ ทั้งในรูปแบบการประชุม การดำเนินชีวิต และอื่นๆ ซึ้งสะท้อนออกมาทั้งในด้านความสำเร็จหรือล้มเหลว ล้วนเกิดจากความคิดและการตัดสินใจทั้งสิ้น ในแง่การพัฒนาคุณภาพ การแสดงออกซึ้งความคิด หรือความคิดเห็น นับเป็นกลไกสำคัญในการที่จะนำไปสู่ข้อสรุป จากนั้นนำไปสู่การปฏิบัติ และติดตามผล จนท้ายสุดนำไปสู่การปรับปรุง และพัฒนาในที่สุด รูปแบบการแสดงออกซึ้งความคิดมีทั้งคูณและโทษในแต่ละรูปแบบ เรามาดูกันนะครับว่ามีอะไรกันบ้างครับ
ความคิดที่ยึดอยู่กับอัตตา : ความคิดนี้เป็นความคิดที่ค่อนข้างเผด็จการ คือยึดตนเองเป็นหลัก ไม่สนใจฟังผู้อื่น เอาความคิดเห็นของตนฝ่ายเดียว อันนี้อันตรายเพราะเกิดมาจากบุคคลเพียงคนเดียว ดังนั้นความรอบคอบ ความลุ่มลึกของความคิดในการแก้ปัญหาจึงค่อนข้างน้อย ดังนั้นโอกาสที่จะผิดพลาดจึงเป็นไปได้สูง ผมขอเรียกว่า ความคิดแบบฮิตเล่อร์ครับ
ความคิดแบบยอดภูเขาน้ำแข็ง : ชื่อความคิดนี้ผมตั้งขึ้น เพื่อเปรียบให้เห็นในเรื่องของการแก้ปํญหาต่างๆ ในการใช้ความคิดในการแก้ปัญหาต่างๆ เราต้องมุ่งไปที่ปัญหาที่สำคัญที่สุดที่สุดก่อนครับ เพราะในชีวิตของเราต้องเผชิญปัญหามากมาย ซึ้งเราคงไม่สามารถที่จะตามไปแก้ทุกเรี่องในคราวเดียวกัน อย่างนั้นคงเหนื่อยแย่ แต่เราสามารถเลือกได้ว่าอะไรสำคัญที่สุด เราก็ไปจัดการสิ่งนั้นก่อน ซึ้งสามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งในเรื่องของชีวิต หรือการบริหารจัดการความเสี่ยงในโรงพยาบาล
ความคิดแบบตามน้ำไหล : ความคิดนี้คือความคิดที่เห็นคล้อยตามไปกับผู้อื่นทุกเรื่อง ซึ้งอาจจะเป็นไปได้ว่ามีความคิดเหมือนกัน แต่ไม่กล้าแสดงออก (รักนะไม่แสดงออก)  หรือว่าคิดไม่ออก ก็ไม่ทราบ อันนี้คงจะไม่เป็นอะไรมากหรอกครับ แต่เมื่อเสร็จสิ้นการประชุมแล้ว พอได้งานออกมา ก็จะมีคำพูดว่า ฉันว่าแล้วมันต้องเป็นอย่างนี้ (ผมอยากคิดในใจดังๆว่า ทำไมไม่พูดในที่ประชุมละครับ)
และอื่นๆ
ยังมีอีกความคิดหนึ่งที่ผมอยากนำเสนอให้พี่ๆน้องๆ ได้รับทราบ นั่นคือ ความคิดคู่ขนาน อะไรคือความคิดคู่ขนาน ความคิดคู่ขนาน ถ้าจะสรุปง่ายๆ ก็คือ การใช้ความคิดแบบรอบด้าน ไม่มองที่จุดใดจุดหนึ่ง เพียงอย่างเดียว คือไม่รับฟังความคิดเพียงด้านเดียว บุคคลเดียว จุดจุดเดียว หรือปล่อยให้บุคคลที่ร่วมประชุมไม่ออกความคิดเห็น แต่จะให้ทุกคนได้ออกความคิดเห็นร่วมกัน คิดรอบด้าน โดยคิดที่ละเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น โดยมีการนำแนวความคิดที่ลือลั่นสะท้านวงการคือ หมวก 6 ใบ 6 สี มาเป็นผู้ช่วยในการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการแสดงความคิดเห็น หรือการประชุม แต่นั่นต้องคอยพบกับ ความคิด…สร้างงาน สร้างชีวิต สร้างองค์กร ภาค 2 ครับผม
CVHealth_good

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

RM ภาพสะท้อนความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย

          ความปลอดภัยคือจุดสำคัญในการดูแลผู้ป่วยของทุกหน่วยงานทางด้านสาธารณสุข เพราะการปฏิบัติงานของเราชาวสาธารณสุขต้องปฏิบัติต่อมนุษย์ที่มีความรู้สึก มีความคิด ที่สำคัญมีความรู้สึกเจ็บป่วย และจำเป็นตัองพึ่งพาบุคลากรทางสาธารณสุขในการบรรเทาความเจ็บป่วยนั้น  การที่จะได้รับความปลอดภัยในการให้บริการ จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ดี คือ การบริหารจัดการความเสี่ยงในโรงพยาบาล เพื่อเป็นด่านหรือมาตรการในการป้องกันมิให้เกิดปัญหา หรือสร้างความปลอดภัยขึ้นในการให้บริการ
           ความเสี่ยงคืออะไร ความเสี่ยง โอกาสที่ผู้ป่วย/เจ้าหน้าที่/องค์กร/ชุมชนจะจะประสบความสูญเสีย บาดเจ็บ/เหตุร้าย อันตราย/ความสูญเสีย/การฟ้องร้อง หรือเหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นแล้ว 
           ดังนั้นการบริหารจัดการความเสี่ยง จึงเป็นแนวทางที่นำมาใช้ไม่เฉพาะแต่ในด้านสาธารณสุขเท่านั้นแต่ในปัจจุบันยังขยายออกไปทั้งในด้านการบริหาร การเงิน การธนาคารเป็นต้น ในภาพรวมการบริหารจัดการความเสี่ยงมีแนวทางในการดำเนินการดังนี้
1. การค้นหาความเสี่ยง คือการค้นหาปัญหาที่เกิดขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้น ในหน่วยงาน หรือองค์กรของเรา เพื่อนำมาแก้ไข และกำหนดมาตรการในการป้องกันต่อไป
2. การประเมินความเสี่ยง คือการประเมินว่าปัญหาหรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้น มีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด เพื่อนำมาจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขและวางมาตรการป้องกัน
3.การป้องกัน/แก้ไข คือการกำหนดมาตรการในการป้องกันมิให้ความเสี่ยงหรือปัญหานั้นเกิดขึ้นซำ้อีก
4.การประเมินผลระบบ คือ การประเมินภาพรวมตั้งแต่ การค้นหา การประเมิน การกาป้องกัน ว่ามีประสิทธิผล และประสิทธิภาพ เพียงพอหรือไม่ ที่สำคัญการประเมินผลระบบต้องตอบให้ได้ว่าสิ่งที่เราวางมาตรการไปแล้วนั้นสามารถปฏิบัติได้จริง เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน รับทราบ และปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน
         นี่คือขั้นตอนง่ายๆ 4 ขั้นตอนในการบริหารจัดการความเสี่ยง ในการนี้ผมได้ทำ Powerpoint ภาพรวมการบริหารจัดการความเสี่ยง สามารถศึกษาได้ตามลิงค์ http://cid68239e44a0b26300.office.live.com/view.aspx/.Documents/.ppt ส่วนรายละเอียดจะได้นำเสนอต่อไปครับ หรือถ้าสนใจข้อมูลเพิ่มเติม ก็ติดต่อที่ E mail : suradet_sri@hotmail.com

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ความคิดที่ซุกซน

ความคิด.....            เหมือนลิงวิ่งปีนป่าย
ความคิด.....            จะนิ่งได้อย่างไรหนอ
ความคิด.....            วิ่งวุ่นไม่รั้งรอ
ความคิด.....            หนอ สงบนิ่งทำอย่างไร
ความคิด.....            คือศัตรูกับสติ มีสมาธิเกื้อหนุนสติให้
ความคิด.....            มลายหายจากไป
ความคิด.....            จึงกระจ่างดุจแก้วใสกังวาล เอย  


      สติมา   ปัญญามี
                                                 เสียงคนคุณภาพท่าฉาง





วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Death Power point……. !

         ปัจจุบันการที่เราจะนำเสนอผลงาน สร้างสื่อการสอน การโปรโมทสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมืออาชีพ หรือสมัครเล่น เราคงหนีไม่พ้นการใช้ Power point (ใครไม่รู้จักบ้างครับยกมือขึ้น) ผมคิดว่าคงจะมีน้อยมากๆที่การนำเสนอต่างๆจะใช้วิธีปิ้งแผ่นใส ที่ต้องกลับไปไปกลับมา ยังกับปิ้งปลาหมึก ถ้าลายมือสวยก็โชคดีไป แต่ถ้าไม่ก็คงจะต้องเป็นผู้ชายแถวหน้ากระมังเพราะอ่านไม่ออก ซึ่งคงจะมีประสบการณ์กันมาบ้างนะครับ ที่นำหัวเรื่องไว้ว่า Death Power point  มิใช่เป็นสื่อมรณะอย่างกับ Death note สมุดบันทึกมรณะ (การ์ตูนหรือหนังยอดฮิต) ทำนองน่ากลัวแบบนั้นครับ แต่เป็นการสื่อให้เห็นความน่ากลัวของการนำเสนอ Power point ที่สร้างความอึดอัด สับสน ตาลาย  ง่วงนอน จนกระทั่ง หลับ..zzz (ราตรีสวัสดิ์) จนเราไม่รู้เรื่องว่าผู้พูดกำลังสื่อสารอะไรกับเราอยู่ (ภาษาต่างดาว,,.)  ในที่สุดสิ่งที่เราตั้งใจที่จะไปฟัง เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป เลยไม่ได้รับอย่างที่ควรจะเป็น แล้วอะไรบ้างล่ะครับ ที่เป็นการนำเสนอแบบ Death Power point มาติดตามกันครับ
1. โลกนี้มีเพียงฉัน(ผู้พูด)กับเธอ(คอมพิวเตอร์) : นำเสนอแบบไม่สนใจผู้ฟังรอบข้าง สนใจอย่างเดียวคือหน้าจอคอมพิวเตอร์ นั่นคืออ่านและก็อ่านข้อมูลที่ปรากฏอยู่ที่หน้าจอ พอพูดจบแล้วเงยหน้าขึ้นมาดู ผู้ฟังก็หายไปจากห้องทั้งหมด หรือก็หลับหมด เหลืออยู่อย่างเดียวคือฉันและเธอ นั่นคือเราต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟังบ้างครับ เช่นสบตากันบ้าง ทำมือทำไม้บ้าง อย่างน้อยก็บอกว่าฉันสนใจคุณนะ อยากให้คุณสนใจฉันหน่อย
2.แผ่นPower point มิใช่หน้ากระดาษนิยายความรัก(บรรยายอย่างยืดยาว) : นำเนื้อหาที่เราจะนำเสนอมาเขียนบนแผ่น Power point ทั้งหมด โอ้ลัลล้า อ่านหรือดูตาลายมากๆ ขอยาดมหน่อยครับ พยายามสรุปใจความสำคัญที่เราต้องการนำเสนออาจจะเหลือมากสุดประมาณ 8-10  บรรทัด หรือน้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่เราจะนำเสนอ ข้อมูลที่อยู่นอกเหนือจากนี้ก็เล่าผู้ฟังได้รับทราบ อย่าให้แผ่น Power point เป็นผู้เล่าครับ เพราะเราเป็นผู้นำเสนอครับ
3. Special Effect ระดับ Steven Spilberg (พ่อมดแห่งโลกภาพยนต์) : อย่ากระหน่ำแสง สี เสียง ภาพประกอบ และอื่นๆ มากเกินไปครับ เพราะจะทำให้ผู้ฟังของเราจะตื่นตา ตื่นใจ ไปกับแสง สี เสียงที่อลังการของเรา จนเนื้อหาที่เราต้องการดูจืดหรือไม่สนใจไปเลย เพราะ Special Effect กลายเป็นพระเอกไป ดังนั้นทุกอย่างอยู่ที่ความพอดีครับ
4.ขนาดตัวอักษร กล้องส่องทางไกลยังเรียกพี่ : ขนาดหรือตัวอักษรอย่าให้เล็กเกินไปครับ สงสารผู้อาวุโส ที่ท่านมีความตั้งใจที่จะมาฟังเรา เพราะถ้าตัวอักษรของเราเล็กเกินไป ถ้าเนื้อหาฟังแล้วไม่รู้เรื่อง ยังมีปัญหาเรื่องตัวอักษรอีก ก็คงเอวัง ด้วยประการละฉะนี้ …สาธุ
5.ชั่วชีวิตนี้รักเธอเพียงฉบับเดียว(ข้อมูลการนำเสนอ) :ถ้าเรานำเสนอข้อมูลแล้วใช้ชุดเดียวตลอด ไม่ว่าจะนำเสนอให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ชาวบ้าน ตาสี ตาสา เด็กๆ ผลจะเป็นอย่างไรครับ คำตอบคือ ไม่ใคร ก็ใคร คงได้พูดให้เราได้ยินว่า พี่ๆมาจากดาวดวงไหนครับ ผมฟังไม่รู้เรื่องเลย เราก็คงตอบว่ามาจากที่เดียวกับน้องละครับ ดังนั้นแล้วการนำเสนอข้อมูลเรื่องเดียวกัน แต่ผู้ฟังแตกต่างกัน ก็ควรทำ Power point ให้เหมาะสมกับผู้ฟัง เพื่อความน่าสนใจ และติดตามครับ
6.การเตรียมตัวไม่ดี หมดความน่าเชื่อถือ 100%  :ผู้บรรยายจำต้องเตรียมความพร้อมในเนื้อหาที่เราจะสื่อสารให้กับผู้ฟังได้รับทราบ นั่นคือต้องแม่นในเนื้อหา มีการเตรียมตัวมาอย่างดี ขจัดความกลัวทุกอย่างให้หมด คิดเสียว่า เราคือผู้รู้มากทีสุดในห้องนั้น และที่สำคัญการแต่งกายต้องสุภาพ เรียบร้อย เพราะนั่นคือบันไดก้าวแรกของความน่าเชื่อถือครับ
      เป็นอย่างไรครับ เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อย ของ Death Power point  ลองนำไปศึกษาดูนะครับ แล้วเราจะเป็น พรีเซ็นเตอร์ ได้อย่างแน่นอนครับ
9

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การประเมินเพื่อการพัฒนาคุณภาพ HA

        จากบทความเรื่อง การพัฒนาคุณภาพที่แท้จริง ทีได้นำเสนอให้ทุกท่านได้ทราบ เราจะพบว่า การพัฒนาคุณภาพ HA คือการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง นั่นคือมีการประเมินตนเอง หมายถึงการที่หน่วยงาน ระบบงาน องค์กรหรือโรงพยาบาล ทำการประเมินตนเองเป็นระยะๆ โดยอาศัยเครื่องมือ หรือชุดความรู้ เป็นแนวทางในการประเมิน พัฒนา หาจุดอ่อน จุดแข็ง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สิ่งที่การพัฒนาคุณภาพตามแนวทาง HA มุ่งหวังคือ เมื่อเราทำแบบประเมินตนเองแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Service profile สำหรับหน่วยงาน, การประเมินตนเองตามแนวทาง SA (Self assesment) ตอนที่ 1-4 สำหรับระบบงานที่สำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น RM ,IC,PCT,PTC,HRD เป็นต้น,Hospital profile สำหรับองค์กรหรือโรงพยาบาล , การทำ Tracer เช่น Clinical tracer เป็นต้น  จะมิใช่เสือกระดาษ คือทำเสร็จหรือประเมินเสร็จเรียบร้อยก็เก็บไว้ โดยมิได้มีการปรับปรุงเป็นระยะตามบริบทที่เปลี่ยนไป  แต่สิ่งที่การพัฒนาคุณภาพ HA อยากเห็นคือ นำเอกสารต่างๆที่กล่าวมานี้ มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและปรับปรุง คือมีการปรับปรุงเป็นระยะ นำมาทบทวน ประเมิน เรียนรู้ แก้ไข และนำไปสู่การปฏิบัติ นี่คือหัวใจของการทำเอกสารที่นำมาใช้ในการประเมินคุณภาพ เพื่อให้มีความครบถ้วนของบทความ ผมได้ลิงค์ไปยัง Wrbsite ที่มีเอกสารต่างที่เกี่ยวข้องกัยการประเมินอยู่มาให้ทุกท่านได้ศึกษาครับ
1.คู่มือการนำมาตรฐานสู่การปฏิบัติ SPA ตอน I-III :http://www.ha.or.th/ha2010/th/process/index.php?key=processTure&GroupID=80
2.ขุมทรัพย์ความรู้ HA Forum ครั้งที่ 12 :http://www.hamember.com/km_f12/abstract.html
3.เอกสารประกอบการขอรับรองและการประเมิน :http://www.ha.or.th/ha2010/th/process/index.php?key=process&GroupID=76
4. การใช้ Service Profile / Unit Profile :http://cid68239e44a0b26300.office.live.com/view.aspx/.Documents/Success%20with%20Service%20Profile.doc
5.แนวทางการวิเคราะห์ Service Profile ของหน่วยงาน/บริการ/ทีมงานhttp://cid-68239e44a0b26300.office.live.com/view.aspx/.Documents/Guideline%20Service%20Profile%20Analysis.doc
6. ตัวอย่างการเขียนการประเมินตนเอง :https://docs.google.com/viewer?a=v&pid=sites&srcid=ZGVmYXVsdGRvbWFpbnxxY3RoYWNoYW5nfGd4OjdmY2QxN2QxZDY0MTBkMGQ

ขอขอบคุณ สรพ. ที่แบ่งปันข้อมูลครับ

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การเก็บและรักษาสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการชันสูตร

       การตรวจรักษาของแพทย์นอกเหนือจากจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอื่นๆ การตรวจทางห้องปฏิบัติถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในข้อมูลที่แพทย์จะนำไปรักษา ติดตาม ประเมินอาการของผู้ป่วย แต่การที่เราจะได้ผลการตรวจที่มีคุณภาพ และเหมาะสม มีขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญมากนั่นคือ การเก็บสิ่งส่งตรวจ ผลการตรวจวิเคราะห์ที่มีความผิดพลาดหรือไม่สามารถนำไปใช้ได้ สาเหตุหนึ่งก็มาจากการเก็บสิ่งส่งตรวจที่ผิดวิธีนั่นเอง ดังนั้นแล้วการเก็บสิ่งส่งตรวจถือว่าเป็นด่านแรกที่ผู้ปฏิบัติงานควรให้ความสำคัญ เพราะแม้ว่าเราจะมีเทคโนโลยีที่สูงเพียงใด หรือมีบุคลากรที่มีความชำนาญเพียงใด ถ้าเก็บสิ่งส่งตรวจผิด ผลที่ได้ก็เหมือนไม่ได้ทำอะไร โดยสามารถศึกษาได้ตามลิงค์https://docs.google.com/viewera=v&pid=sites&srcid=ZGVmYXVsdGRvbWFpbnxxY3RoYWNoYW5nfGd4OjY5MGNiNjcyNzViY2ZjM2Q&pli=1 ครับ

วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

HA สู่ SHA การพัฒนาที่ยั่งยืน

       การพัฒนาคุณภาพมีมิติในการพัฒนาที่หลากหลาย เปรียบดั่งเพชรที่มีเหลี่ยมมุมพร้อมที่จะส่องประกายแวววาวให้ผู้คนรอบข้างได้ชื่นชม การรับรองคุณภาพสถานพยาบาลเป็นอีกหนึ่งการพัฒนาที่มุ่งหวังให้ ผู้ป่วยได้รับบริการที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย เราเรียกกันว่า HA  ซึ้งสถานพยาบาลต่างๆ ได้นำมาปรับใช้ เพื่อให้ผู้รับบริการของเราได้รับสิ่งที่เป็นไปตามความมุ่งหมายของ HA  แต่ในระยะหลังนี้แนวทางในการพัฒนาคุณภาพ HA มีจุดเสริมให้การดูแลผู้ป่วยมีมิติที่ครอบคลุมมากขึ้น นั่นคือคำนึงถึงจิตวิญญาณเข้ามาร่วมในการดูแลผู้ป่วยด้วย หรือที่เรารู้จักกันในนามว่า SHA  
( ถ้าความดีเปรียบได้กับ HA  SHA ก็ความดีงามนั่นเอง : วรรคทองของ อาจารย์ดวงสมร)

จากประโยคข้างต้นเราจะพบว่าการพัฒนา HA และ SHA คือส่วนเติมเต็มให้แก่กันที่ทำให้การรับรองคุณภาพสถานพยาบาลมีความยั่งยืน คือยั่งยืนทั้งในด้านความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ รวมทั้งได้หันกลับไปมองสิ่งที่ขาดหายไปของการพัฒนานั่นคือสภาพจิตใจของผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงผู้ป่วยคงไม่เดินเข้ามาเราจริงไหมครับ แต่การเดินเข้ามาหาเรานอกจากร่างกายที่มีความเจ็บป่วยแล้วผมคิดว่าจิตใจต้องย่ำแย่ อาจจะเท่ากับร่างกายหรือมากกว่า ทุกท่านคงเคยได้ยินคำว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว ใช่ไหมครับ ความหมายคือถ้าใจของเราสบาย ไม่มีความกังวล มีความสุข สิ่งเหล่านี้จะสะท้อนออกมาให้ร่างกายของมีความแข็งแรง สดใส แม้จะเจ็บป่วยก็ตาม  SHA จึงสามารถเข้ามาเติมเต็มให้การดูแลผู้ป่วยมีมิติที่งดงามมากขึ้น
  SHA คืออะไร คำเต็มคือ Sustainable Health care&Health Promoting by Appreciation& Accreditation
ซึ้งองค์ประกอบ หรือมุมมองในการมาปรับใช้มีความหลากหลาย อย่างเช่น Healing Environment เป็นต้น ซึ้งผมจะไดด้มานำเสนอต่อไปครับ

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ความก้าวหน้าและเกณฑ์การวินิจฉัยโรคธาลัสซีเมีย

        โรคธารลัสซีเมีย จัดเป็นโรคทางพันธุกรรมที่สำคัญของประเทศไทย โดยผู้ป่วยที่เป็นระดับรุนแรง ปานกลาง มีความทุกทรมาน และมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูง จึงต้องมีการป้องกัน และดูแลโดยเฉพาะคู่สมรสที่จะมีทายาทตัวน้อยๆ ที่จะเกิดมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป โดยในการนี้ได้มีการการประชุมห้องปฏิบัติการธาลัสซีเมียแห ่งชาติ ครั้งที่ ๒Change and Chance : การเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าและโอกาสพัฒนาที่ก้าวไกล ระหว างวันที่ ๒๔ – ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๔ โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผมคิดว่าคงมีหลายท่านได้ไป แต่ก็คงมีอีกหลายท่านไม่ได้ไป ในการนี้ได้มีสื่อความรุ้ออกมา ซึ้งน่าสนใจมากในการที่จะนำมาปรับใช้ และเป็นแนวทางในการควบคุมและป้องกันโรคธารัสซีเมียต่อไปครับ ตามลิงค์http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/crc/thallab1.html

บทเรียนอันทรงคุณค่าของ Nokia กับ RM

ถ้าจะกล่าวว่า การบริหารจัดการความเสี่ยงคือการรับมือและเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็ไม่ผิดนัก ไม่ว่าจะเป็น 1...